Translate

25 กันยายน 2555

ตามไปดูม้าไทย กับ "วันนี้...ที่ยังเหลืออยู่" ณ ชมรมอนุรักษ์ม้าพื้นบ้านสิรินธร


นอกจากการเดินทางไปเยือนสามพันโบก ที่จ.อุบลราชธานี แล้ว อีกหนึ่งโปรแกรมที่ทำให้ฉันตัดสินใจมากับทริปนี้ ก็คือ การได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์ม้าพื้นบ้านสิรินธร ด้วย




ชายวัยกลางคนผอมสูง ผิวคล้ำ สวมเสื้อแจ๊กเก็ตตัวบางกับกางเกงขาสั้นสีดำ ออกมาต้อนรับคณะของเราที่หน้าชมรมฯ ด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร เขาคืออาจารย์ชูชาติ วารปรีดี ประธานชมรมอนุรักษ์ม้าพื้นบ้านสิรินธร และเป็นเจ้าของพื้นที่ชมรมฯแห่งนี้ ที่ ๆ เราจะมานอนพักแรมในค่ำคืนนี้ 



“จะกางเต้นท์นอน หรือจะนอนบนเรือนก็ได้ ตามสะดวกเลยครับ” อาจารย์กล่าวกับเราพร้อมรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะติดอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา อาจารย์บอกว่า ที่นี่ไม่ได้ทำในลักษณะของโฮมสเตย์อย่างที่กำลังนิยมกันอยู่ตอนนี้ เพราะออกจะผิดวัตถุประสงค์หลักของชมรมฯ ‘อาจารย์ตั้งใจจะอนุรักษ์ม้าพันธุ์พื้นเมืองมากกว่าจะทำเป็นธุรกิจ’ และที่นี่ก็มีอาจารย์ดูแลอยู่เพียงคนเดียว คงไม่สามารถเปิดให้ใหญ่โตอะไรนัก อาจารย์บอกว่า
“แค่พอมีเลี้ยงม้าให้อิ่ม... ก็ดีใจแล้ว”


กลุ่มของเราเลือกที่จะนอนเต้นท์ส่วนหนึ่ง และอีกกลุ่มหนึ่งเลือกนอนบนเรือนไม้ ต่างก็จัดแจงหิ้วข้าวของลงจากรถเพื่อจัดที่หลับที่นอนของตัวเอง หลังจากกางเต้นท์แล้ว เราก็นั่งรถเข้าไปในตัวตลาดที่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร แวะซื้อกับข้าวพื้นเมืองมาทานกัน อาจารย์ยกห้องครัวให้คณะของเราประกอบอาหาร ส่วนอาจารย์ก็ไปตัดลูกขนุนผลโตมาให้เราได้ทานกันมื้อเย็นด้วย กลิ่นขนุนหอมโชยมาไม่แพ้กลิ่นกับข้าวมากมายที่เราซื้อมาจากตลาด กุ้งแม่น้ำย่างไฟกรุ่นถูกตักใส่จาน แล้วเอามาวางกันกลางลาน ปูเสื่อนั่งล้อมวง ‘ฉันห่างหายชีวิตแบบนี้ไปนานมากเท่าไหร่แล้วหนอ’ พวกเรานั่งกินข้าวไป พร้อมกับฟังเรื่องเล่าจากอาจารย์ ที่มีมากมายให้ฟังได้ไม่เบื่อ 

อาหารพร่องไปหลายอย่างแล้ว แต่ทุกคนก็ยังนั่งล้อมวงฟังอาจารย์เล่าเรื่องของชมรมฯ ให้เราฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ หลากหลายคำถามพร่างพรูถามอาจารย์อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหมด ทำให้เราได้รู้ว่าม้าไทยตอนนี้ใกล้สูญพันธุ์แล้ว เนื่องด้วยเพราะม้าไทยตัวเล็กจึงไม่เป็นที่นิยม สู้ม้าฝรั่งที่ตัวใหญ่กว่าไม่ได้ จึงมีค่าแค่ถูกขายไปเป็นอาหารตั้งโต๊ะเท่านั้น อาจารย์จึงอยากจะอนุรักษ์พันธุ์ม้าไทยไว้ เพราะกลัวว่าจะสูญพันธ์ไปจากหมู่บ้าน จึงเริ่มทยอยนำเงินของตนเองที่มีอยู่ขอซื้อม้าจากคนในพื้นที่ ใหม่ ๆ ก็ลำบากพอดู มีตังค์บ้าง ไม่มีตังค์บ้าง ม้าที่เลี้ยงก็ผอมเพราะไม่ค่อยมีตังค์ซื้ออาหารเสริมให้ม้าได้กิน 



พอรวมตัวกันกับคนท้องถิ่นตั้งเป็นชมรมขึ้นมา สมาชิกชมรมก็จะรับม้าไปเลี้ยง เอาไปช่วยกันฝึก จนในปัจจุบันนี้ชมรมมีม้าอยู่ 32 ตัว เป็นม้าพื้นเมืองทั้งหมด แต่ด้วยม้าเริ่มเยอะ ทุนรอนก็ไม่ค่อยมี ก็เริ่มหารายได้จากการขายเสื้อเป็นของที่ระลึกบ้าง ซึ่งก็ช่วยทำให้ม้าที่นี่มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ตอนนี้สามารถเอาม้าที่เลี้ยงไว้มาทำประโยชน์ให้กับสังคมได้มากขึ้น



...คุณอาจจะสงสัยว่า ม้าแกลบตัวเล็กพวกนี้ จะทำประโยชน์อะไรเพื่อสังคมได้ ?
อาจารย์บอกว่า การขี่ม้าจะช่วยพัฒนาให้เด็กมีสมาธิได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเด็กพิเศษหรือเด็กออทิสติสก์ หากได้มาลองขี่ม้าก็จะชอบมาก ทำให้สมาธิของเด็กนิ่งขึ้นเยอะ จึงเกิดแนวคิดที่จะให้เด็กหรือผู้สนใจได้ลองหัดขี่ หัดบังคับม้า แล้วก็พาขี่ม้าเที่ยวชมธรรมชาติ นอกจากช่วยเด็กแล้ว ม้าก็มีค่ายา ค่าอาหาร คนในท้องถิ่นก็จะมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัวได้อีกด้วย จึงทำโครงการนี้ขึ้นมา แต่ติดที่ว่าบุคลากรในชมรมค่อนข้างน้อย บางทีถ้าจะมาก็ต้องติดต่อกันล่วงหน้า จะได้แจ้งสมาชิกชมรมมาช่วย ๆ กันดูแล หรือหากพวกเราจะไปเที่ยวไปพักแรมก็ขอให้โทรบอกกันล่วงหน้า 


นอกจากอาจารย์จะดูแลม้าแล้ว บางทีก็จะออกไปสอนเด็กในชุมชนให้รู้จักการใช้ชีวิตอยู่กับป่า อาจารย์บอกว่า เด็กที่นี่สู้เด็กในเมืองไม่ได้ ถึงแม้ไปเรียนหนังสือก็ยังเขียนหนังสือไม่เป็น เพราะวิถีชีวิตที่นี่กับเมืองกรุงต่างกัน การที่จะเรียนทันกันนั้น คงเป็นไปไม่ได้ “เด็กที่นี่พอตีสามก็ตื่นไปดักสัตว์ จับแมลงเลี้ยงปากเลี้ยงท้องแล้ว” เรื่องเรียนน่ะคงสู้กันไม่ได้ แต่ถ้าเรื่องการดำรงชีพในป่านั้น เด็กที่นี่เอาตัวรอดในป่าได้ อาจารย์จึงอาสาพาเด็ก ๆ เข้าป่า ไปให้เรียนรู้ธรรมชาติและการอยู่ร่วมกันของคนและป่า ให้เด็กมีจิตใจที่รักษ์ป่า ไปฝึก ไปสอน “ให้ธรรมชาติสอนชีวิต” โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม บรรดาผู้ปกครองในเมืองก็จะพาลูก ๆ มาพักกันที่นี่ ให้เด็กได้ใกล้ชิดกับป่า เรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างธรรมชาติ เด็กบางคนก็มาเรียนขี่ม้าโดยเฉพาะก็มี เด็กบางคนก็ผูกพันกับม้ามาก จะมาเยี่ยมทุก ๆ ปิดเทอมก็มี


ในรุ่งเช้าเพียงแค่ตี 5 แสงสีส้มยามเช้าแตะแต้มบนขอบฟ้าแล้ว ที่นี่จะสว่างเร็วมาก จึงต้องรีบตื่นเพื่อจะมาเก็บบรรยากาศยามเช้าของวันใหม่ อาจารย์เองก็ตื่นเช้าเช่นกัน และก็ยังปฏิบัติหน้าที่ตอบคำถามของฉันเหมือนเคย พลางพาไปดูคอกม้าที่เมื่อวานเรายังไม่ได้ไปเดินชมเลย


อาจารย์บอกว่าม้าต้องได้ขี่ มันถึงจะมีชีวิตและจิตใจ กระชุ่มกระชวย อาจารย์ก็บอกให้เราขี่ได้นะ ถึงม้าแกลบจะเป็นม้าตัวเล็กกว่าม้าพันธุ์อื่น ๆ แต่ก็แข็งแรงแล้วก็เลี้ยงไม่ยากนัก 
ตอนเช้าอาจารย์ก็จะให้อาหารเสริม แล้วสาย ๆ จึงค่อยปล่อยม้าไปกินหญ้า สิ่งหนึ่งที่เพิ่มความรู้ให้แก่ฉันคือ อาจารย์บอกว่าในหญ้าตามพื้นดินนั้นจะมีพยาธิ หากเราปล่อยม้าไปกินตอนเช้าที่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ม้าจะติดพยาธิได้ง่าย จึงต้องปล่อยม้าไปในตอนสาย ๆ แดดดี ๆ พยาธิก็จะไม่ขึ้นมา หรืออย่างน้อยไข่พยาธิตามพื้นดินก็จะถูกความร้อนกำจัดไปได้ส่วนหนึ่ง นี่ก็ถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลย
ม้าที่คอกก็จะมีชี่อเขียนไว้ เสมือนว่าคอกใครคอกมัน ก็เลยอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่า อาจารย์จำชื่อม้าได้หมดทุกตัวมั้ย อาจารย์บอกว่า “จำได้ ...ได้ทุกตัวเลย ต่อให้เดินอยู่ข้างนอก ผมก็จำได้... เลี้ยงมากับมือ” อาจารย์สอนให้เราสังเกตม้าด้วยว่า ม้าตัวใดต้อนรับหรือไม่ต้อนรับเรา หากเราเข้าไปใกล้แล้วเขาเอาหูลู่ไปข้างหลัง แสดงว่าเขาไม่อยากให้เราเข้าไปใกล้ แล้วเวลาเข้าหาม้า ให้เข้าด้านหน้า อย่าเข้าจากด้านหลังของม้า เพราะอาจทำให้ม้าตกใจและดีดเราได้ หลังจากอาหารมื้อเช้า ฉันก็ได้ขึ้นขี่ม้าตามที่ตั้งใจไว้ อาจารย์พาเจ้าแซม ม้าแกลบสีขาวมาให้ฉันลองขี่ดู 


เจ้าแซมเป็นม้าสีขาว ดูจะเชื่องและนิ่งกว่าม้าตัวอื่น ๆ ก้าวแรกที่ได้ขึ้นไปอยู่บนอาน รู้สึกตื่นเต้นมาก กับการขึ้นขี่ม้าครั้งแรก อาจารย์จูงเจ้าแซมและพาออกเดินไปด้วยกัน อาจารย์เล่าว่า ตัวนี้ซื้อมาแพงกว่าตัวอื่น เจ้าของเดิมของแซมบอกขายในราคา 5,000 บาท แม้จะขอต่อรองราคา ก็ยังไม่ยอมขาย อาจารย์ก็ยังแวะกลับมาดูเจ้าแซมอีกที ปรากฎว่าเจ้าของได้ขายมันไปให้กับพ่อค้าเนื้อม้าแล้ว ตอนที่อาจารย์ไปถึงนั้น เจ้าแซมขึ้นไปรอชะตากรรมบนรถของพ่อค้าแล้ว อาจารย์จึงขอเจรจากับพ่อค้าเนื้อม้าคนนั้น แต่เค้าบอกอาจารย์ว่า 7,000 ถ้าไม่ได้ราคานี้ก็ไม่ขาย ด้วยความที่อาจารย์รักม้ามาก แล้วก็สงสารเจ้าแซม จึงยอมเสียเงินให้พ่อค้าไป เพื่อช่วยชีวิตเจ้าแซมมา ตั้งแต่นั้นเจ้าแซมก็เลยได้มาอยู่ที่ชมรมฯ และตอนนี้ก็เปรียบเสมือนม้าคู่กายของอาจารย์ชูชาติไปซะแล้ว

ในยามสาย ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องอำลาอาจารย์แล้ว ต่างขอบคุณซึ่งกันและกัน กับมิตรไมตรีที่หยิบยื่นให้ ก่อนกลับทุกคนก็ซื้อเสื้อที่ระลึกกันไปคนละตัว 2 ตัว อย่างน้อยก็เพื่อช่วยค่าอาหารของเจ้าแซมและเพื่อน ๆ ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น 

รถเราเคลื่อนตัวออกจากประตูชมรมแล้ว ฉันยังจำภาพในยามเย็นย่ำของเมื่อวานได้ ภาพที่อาจารย์ควบเจ้าแซม วิ่งไล่ต้อนม้าอื่น ๆ กลับเข้าคอก ฉันบอกกับตัวเองว่า อาจารย์เหมือนอัศวินขี่ม้าขาวในหนังที่เคยดู เพียงแต่ว่า ชีวิตจริงไม่มีเจ้าหญิง มีแต่ม้าไทยที่กำลังจะสูญพันธุ์ รอเวลาให้อัศวินมาช่วยชีวิต ... อาจารย์คงทำได้เพียงแค่นี้ สำหรับอาจารย์นั้น ทุกอย่างที่ทำเพราะความรัก และเมตตา ไม่ต้องมีใครมาร้องขอให้ทำ และไม่ได้ทำเพื่อหวังความร่ำรวยอะไร และ เพราะทำด้วยใจ ...แค่เพียงพอ และพอมีสำหรับคนและม้า ก็ดูจะพอสำหรับอาจารย์แล้ว ก็คงขอเป็นแค่อัศวินม้าแกลบของเด็ก ๆ และม้า ๆ ต่อไป ตราบเท่าที่สองมือและเรี่ยวแรงยังมี




24 กันยายน 2555

A dream Come true in Bhutan ตอนที่ 1


ความฝันจะลอยอยู่ในอากาศ หากเราไม่คว้าไว้ ก็ยังคงจะลอยอยู่อย่างนั้น

ตอนที่ 1

ที่เห็นอยู่ลิบ ๆ ตรงนั้นคือ สนามบินสุวรรณภูมิ  ฉันเหลือบมองนาฬิกาที่หน้ารถแท็กซี่ ฉันมาถึงเร็วกว่าที่นัดหมายมาก คงเป็นเพราะความพะวงว่ากลัวจะมาไม่ทัน  ฉันหยิกที่แขนตัวเองอีกครั้ง เพื่อเป็นการยืนยันว่าฉันไม่ได้ฝันอยู่  เพราะว่าหากเป็นเพียงความฝัน ฉันจะได้รีบตื่นและรีบมาให้ทันเครื่องบินออก
เมื่อไม่กี่วันมานี้ ฉันยังฝันอยู่เลยว่าฉันไปภูฏาน  แต่ขณะนี้ อีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้ ความฝันของฉันก็จะเป็นจริงแล้ว  ความฝันที่เคยล่องลอยในอากาศกว่า 4 ปี ยังไม่เคยเลือนหาย  แต่ยังไม่อาจหยิบฝันลงมาได้ ติดตรงที่สตางค์ในกระเป๋ายังไม่เพียงพอ  ภูฏานเป็นประเทศที่ไม่ได้เข้าถึงยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ  แต่เป็นเพราะภาษีที่รัฐบาลเรียกเก็บในจำนวนมากนั้นต่างหาก ที่ทำให้หลายคนเลือกที่จะเปลี่ยนเส้นทาง และลืมประเทศนี้ไปจากความคิด
สายการบิน Druk Air พาผู้โดยสารเหิรฟ้าจากกรุงเทพฯ ตรงเข้าพาโร แต่วันนี้ทัศนวิสัยไม่ดีนัก ทำให้เครื่องบินดีเลย์กว่า 2 ชั่วโมง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฉันหงุดหงิด หากเพียงแต่รู้ว่าอยู่เหนือน่านฟ้าภูฎาน เบื้องล่างคือภูเขานับร้อยลูกที่ทอดตัวสลับซับซ้อน ราวกับมังกรยักษ์นอนขดตัว เมฆสีขาวจับกลุ่มก้อนลอยตัดกับสีเขียวเข้มของภูเขา เหมือนเราได้เดินทางมาอีกโลกหนึ่ง โลกในความฝันของฉัน




“ปลอดภัยค่ะ ไปคนเดียวก็เที่ยวได้ คุณตุ้ยไม่ต้องกังวลนะคะ”  คุณหลิง ยืนยันเป็นมั่นเหมาะ เพราะว่าเคยมาที่นี่ลำพังแล้ว ทำให้ฉันคลายกังวลใจไปได้บ้าง คุณหลิงช่วยดูแลการเดินทางตั้งแต่ต้นจนจบการขาย การได้พูดคุยกับคุณหลิงทำให้ฉันรู้ว่า ภูฏานไม่ได้จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวแล้ว แต่สิ่งที่จำกัดคือ จำนวนเที่ยวบินของสายการบิน Druk Air ซึ่งเป็นเพียงสายการบินเดียวที่เข้าประเทศภูฏาน หากสามารถจองตั๋วได้ คุณก็สามารถทำเรื่องเดินทางเข้าไปภูฏานได้  โดยกระบวนการนั้นไม่ได้ยุ่งยากอะไรนัก เพียงแต่นักท่องเที่ยวต้องติดต่อผ่านบริษัททัวร์ที่ภูฏาน ซึ่งจะดำเนินการเรื่องวีซ่าให้  แต่สิ่งที่หลายคนจะคิดหนักหน่อย ก็คงจะเป็นภาษี (Tourist Tarrif) ที่รัฐบาลเรียกเก็บ วันละ 200 USD ต่อคน/ต่อคืน  หากไป 5 คืน ก็เป็นเงินราว ๆ 31,000 บาท   และหากไปช่วง Low Season ก็จะถูกลงมาหน่อย ประมาณ 165 USD ต่อคน/ต่อคืน  สำหรับผู้ที่จะไปคนเดียวก็สามารถไปได้เช่นกัน แต่อาจต้องเสีย surcharge เพิ่มเติม  นักท่องเที่ยวที่อยากจะ backpack เข้าประเทศภูฏานโดยไม่ซื้อแพคเกจทัวร์นั้นทำไม่ได้  เพราะนักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะเข้าประเทศภูฏานต้องโอนเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนโดยผ่านทัวร์ท้องถิ่นที่ภูฏาน ทางรัฐบาลจึงจะออกวีซ่าให้ และวีซ่านั้นจะมีอายุเท่ากับจำนวนวันที่เราซื้อทัวร์ท่องเที่ยว   อีกนัยหนึ่งเหมือนเป็นการจำกัดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ และอีกนัยหนึ่งคิดให้เป็นบวก คือ ยิ่งนักท่องเที่ยวน้อย ความเป็นธรรมชาติของที่นี่ก็จะกระทบกระเทือนน้อยที่สุด
ในยามที่เครื่องบินใกล้จะลงจอดที่สนามบินนั้น ฉันยิ่งได้สัมผัสความงามของขุนเขาอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ป่าสนเขียวทึบดูชุ่มฉ่ำ ปีกเครื่องบินละเมฆขาว แล้วค่อย ๆ เอียงตัวเพื่อหลบเหลี่ยมภูเขาก่อนเอียงตัวตั้งตรงอีกครั้งเพื่อเตรียมดิ่งสู่พื้นดินในทันใด  ผู้โดยสารต่างพากันปรบมือให้กับความสามารถของนักบินในการลงจอดได้อย่างงดงาม ฉันนั่งอมยิ้มกับความรู้สึกตัวเอง รู้สึกราวกับว่า ฉันเป็นนกที่กำลังบินโฉบภูเขา และทิ้งตัวสู่เบื้องล่างอย่างไรอย่างนั้น  ประสบการณ์ครั้งแรกในการบินของฉันนี่สุดยอดจริง ๆ
ความงดงามของที่นี่ให้เห็นตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงจากเครื่อง อาคารผู้โดยสารเพียงหลังเดียว แต่มีเอกลักษณ์ความเป็นภูฏาน ขนาบข้างด้วยภูเขาทั้งซ้ายและขวา  รูปพระมหากษัตริย์ทั้ง 5 พระองค์ ที่ประชาชนชาวภูฏานรักและเคารพยิ่ง นักท่องเที่ยวต่างพากันถ่ายรูปบรรยากาศรอบ ๆ ตัวไว้เป็นที่ระลึก





เกือบบ่ายสองโมงแล้ว  ตั้งแต่ขึ้นเครื่องฉันยังไม่ได้เข้าห้องน้ำเลย  จึงได้มีโอกาสใช้ห้องน้ำของสนามบินพาโรเป็นครั้งแรก เป็นชักโครกเหมือนบ้านเราทุกอย่าง ไม่มีอะไรแตกต่าง เพียงแต่ประตูห้องน้ำแต่ละห้องทำด้วยไม้หนา ลายไม้สวยแบบเดิม ๆ :) แต่ก็ใช้การได้ดี  ส่วนน้ำที่นี่ก็ไหลแรง และเย็น  อดคิดถึงตอนกลางคืนไม่ได้ว่า จะอาบน้ำได้มั้ยนี่ 
พอออกจากห้องน้ำ ก็มาต่อแถวเพื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง  แถวยาวมาก และคนสุดท้ายก็คือฉันอีกแล้ว 
‘ดีจัง  ฉันเป็นคนสุดท้ายของเที่ยวบินที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองภูฏาน’ ฉันให้กำลังใจเล็ก ๆ กับตัวเอง  ถึงแม้จะพะวงว่าไกด์ชาวภูฏานคงรอฉันนานมากแล้ว แต่ทำไงได้ เครื่องดีเลย์จริง ๆ นี่นา และฉันก็แค่แวะเข้าห้องน้ำ และก็แค่.....แถวมันยาว เท่านั้นเอง

หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ก็มารอรับกระเป๋าที่สายพาน  โชคดี ฉันไม่ได้เป็นคนสุดท้ายอีกแล้ว เพราะกระเป๋าฉันมาถึงเรียบร้อย ในขณะที่ยังมีคนมากหน้าหลายตากำลังชะเง้อรอกระเป๋าจากสายพาน  พอออกผ่านประตูทางออก ชายชาวภูฏานในชุด Gho (ชุดประจำชาติ) ยืนเรียงแถวราวกับรอต้อนรับแขกคนสำคัญ  ฉันรู้สึกเบลอขึ้นมากะทันหัน และออกจะตื่นเต้นว่าฉันจะเจอไกด์ของฉันมั้ย  สายตากวาดหา ชายคนนั้น ชายในรูปภาพที่คุณหลิงบอกว่าเขาจะเป็นคนดูแลฉันตลอดทริปนี้  ยังไม่เจอ นั่นก็ไม่ใช่ แล้วเขาอยู่ไหนล่ะนี่  ชายชุดโกะสีดำก้าวออกมานอกแถวพร้อมชูป้ายชื่อฉัน  เขาคือ Chimi Rinzin  หน้าตาเขานิ่งมาก  แต่หน้าฉันบานเป็นกระด้ง เหมือนเจอคนรู้จัก  ก็เขาเป็นคนเดียวที่ฉันต้องฝากชีวิตไว้ในระหว่างอยู่ที่ภูฏาน ฉันปรี่เข้าไปหาเขาโค้งให้เขาก่อนเอ่ยทักทาย “Hi Chimi , I’m Nareerat Nice to meet you” เขายิ้มให้นิดนึงแล้วก็โค้งก่อนที่จะรับกระเป๋าลากไป  ฉันแอบนึกในใจ  ‘เขาจะโมโหหิวอยู่หรือเปล่านี่’ อย่าว่าแต่เขาเลย ฉันเองก็หิวมั่ก ๆ เช่นกัน

ชิมิพาฉันเดินไปที่ลานจอดรถ  รถใหม่เอี่ยมหลายคนจอดเรียงเป็นแถวยาว ขอย้ำว่ารถใหม่จริง ๆ มีทั้งคันเล็ก และคันใหญ่  แล้วเราก็มาถึงรถประจำตำแหน่งของฉัน Hyundai สีฟ้า พร้อมคนขับ หนุ่มน้อยนามว่า Ganesh เขาจะเป็นคนขับรถสำหรับฉันโดยเฉพาะ
 “Good afternoon Madam” Ganesh ทักทายฉันพร้อมยิ้ม Ganesh ผิวสีเดียวกับฉัน เหมือนแขก อัธยาศัยดี และก็ขับรถดี  ส่วน Chimi นั้น จะเหมือนคนจีน ดูนิ่ง ๆ ซึ่งจะเป็นมาดของเขา แต่เมื่อสนิทแล้ว เขาเป็นคนที่มีอารมณ์ขัน และเขาก็มีความพยายามอย่างมากในการพูดอังกฤษให้ฉันเข้าใจ  แม้ว่าอาจต้องสองถึงสามรอบก็ตาม
Chimi บอกกับฉันว่า โปรแกรมมีอันต้องเปลี่ยนแปลง เพราะเครื่องบินดีเลย์   ทำให้เวลาเที่ยวที่พาโรจะน้อยลง  เขาก็บอกว่าจะพาฉันไปทานข้าวก่อน  และเมื่อเขารู้ว่ากำลังเจอศึกหนัก กับหญิงไทยที่ภาษาอังกฤษอ่อนด้อย  พูดเก่งอยุ่แต่คำว่า sorry , pardon เขาก็เริ่มพูดอังกฤษให้ช้าลง เพื่อเขาจะได้ไม่ต้องเหนื่อยในการพูดซ้ำหลายรอบมากนัก 
มื้อแรกของฉันที่ภูฏานเริ่มประมาณบ่ายสองโมงหน่อย ๆ  ซึ่งฉันเองก็กำลังหิวโซทีเดียว นี่ถ้า Chimi ให้ฉันไปเที่ยวโดยไม่ได้กินข้าว คงมีเคืองกันแน่นอน    เขาพามาที่ร้านอาหารในเมืองพาโร ซึ่งร้านอาหารที่นี่จะไม่เหมือนบ้านเราที่เข้าประตูหน้าได้เลย  แต่ร้านที่นี่จะเดินไปเข้าประตูข้างและเดินขึ้นบันไดไปอย่างน้อยก็ 2 ชั้น แล้วจึงเขาไปนั่งในห้องอาหาร  เขาจัดให้ฉันนั่งทานเพียงคนเดียว อาหารที่นี่จัดแบบบุฟเฟต์ ซึ่งเราไม่ต้องลุกไปตักเอง นั่งรอ แล้วเขาจะเสริฟใส่ชามแสตนเลสพร้อมช้อนกลาง  หลัก ๆ จะมีข้าวกล้องเม็ดเล็กร่วน อีร์มาดาชี่(เป็นพริกต้มกับชีส รสชาติอร่อยเผ็ดดี) ผักผัก, ซุป (คล้าย ๆ แกงกระหรี่ แต่รสชาติจืดกว่า) ไก่ในน้ำซอส และจะมีอาหารที่ทำจากมันอีก 2 อย่าง ซึ่งเขาก็บอกชื่อมา แต่ฉันจำไม่ได้เอง สรุปรวมแล้วมื้อนี้มีอาหารมาเสริฟถึง 6 อย่าง ฉันตกใจมากว่าทำไมเขาถึงเสิรฟเยอะขนาดนี้ 
‘ของฉันเหรอ มันเยอะมากสำหรับฉันเลยนะ’  ซึ่งเด็กเสริฟก็ยืนยันว่า ‘ใช่ทั้งหมดนี่ล่ะครับมาดาม’ และทุกมื้อที่ภูฏานสำหรับนักท่องเที่ยว ก็จะจัดประมาณนี้ทุกที่ และทุกมื้อ อย่างน้อยมื้อนึงต้องมีอาหารให้แขกทาน  4 อย่างขึ้นไป  ยกเว้นมื้อเช้า ที่จะจัดเป็นแบบ American Breakfast ซึ่งฉันเข้าใจเอาเองว่า สะดวก และเผื่อลูกค้าเบื่ออาหารภูฏาน จึงได้จัดเมนูอาหารฝรั่งไว้ในมื้อเช้า ส่วนตัวฉันแล้ว ฉันชอบทานข้าวเช้ามากกว่า พอเจอ American Breakfast ทุกวัน ทำเอาฉันทานได้น้อยลงเลยทีเดียว

ความคาดหวังของฉันต่อไป หากได้กลับไปภูฏานอีก  ฉันจะลองไปใช้ชีวิตแบบบ้าน ๆ ดูบ้าง  อยากรู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านเขาเป็นกันยังไง  เพราะถ้าไปแบบเป็นคุณหนูแบบนี้  ฉันก็คงไม่สามารถเข้าถึงแก่นชีวิตของภูฏานที่แท้จริงได้

เมื่ออิ่มพอได้ที่  Chimi ก็พาฉันออกเที่ยวกันวันนั้นเลย  โดย Chimi ให้เที่ยวในเมืองพาโรบางแห่งก่อน  ที่แรกที่เราไปคือ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของภูฏาน ชื่อว่า ตาซอง (Ta Dzong) คำว่า Dzong นี้ หมายถึงป้อมปราการ ไกด์เล่าว่า จะสร้างป้อมปราการไว้ป้องกันศัตรูผู้รุกราน  ดังนั้น Dzong ที่ภูฏาน จึงมีมากมายและตั้งอยู่บนเขา หรือเนินเขา เป็นความงดงามและอลังการที่ยังคงเหลือไว้จนถึงทุกวันนี้ 
สำหรับ Ta Dzong นี้ เดิมคือป้อมปราการที่มีไว้สังเกตการณ์ เรียกว่า Watch Towerสร้างตั้งแต่ปี 1641






สำหรับภายในพิพิธภัณฑ์นั้น ทางรัฐบาลสงวนการถ่ายรูปภายใน และผู้ที่จะเข้าพิพิธภัณฑ์ต้องฝากกระเป๋าสัมภาระไว้ในตู้ล๊อกเกอร์ ไม่สามารถถือเข้าไปภายในอาคารได้  ฉันจึงไม่สามารถเก็บรูปบรรยากาศภายใน แต่พอจะจำภาพที่ฉันพบภายในอาคารนี้ได้  ภายในค่อนข้างเย็นและมีแสงสว่างน้อย  เป็นอาคารที่อายุหลายร้อยปี  แต่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และมีความขลังซ่อนอยู่ ภายในแต่ละชั้นจะจัดแสดงแตกต่างกันออกไป อาทิ ของใช้โบราณ เหรียญ เครื่องประดับ ชุดประจำชาติ ภาพทังคา (เป็นภาพวาดที่วาดบนผ้า มีลวดลายเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าในหลากหลายรูปแบบ)  และในชั้นบนสุด เป็นรูปปั้นในทางศาสนา ชื่อ tree of life  เป็นประติมากรรมที่มีแนวคิดเกี่ยวกับพุทธศาสนาของทางตะวันออก


ชาวภูฏานจะให้ความสำคัญต่อศาสนาเป็นอย่างมาก โดยนับถือศาสนาพุทธ นิกายวัชรยาน (หรือมหายานพิเศษ) ศาสนาพุทธ แบ่งออกเป็นนิกายใหญ่ได้ 2 นิกายคือ เถรวาท และมหายาน นอกจากนี้แล้วยังมีการแบ่งที่แตกต่างออกไปแบ่งเป็น 3 นิกาย เนื่องจากวัชรยานไม่ยอมรับว่าตนคือมหายาน เนื่องจาก มหายานมีต้นเค้ามาจากท่านโพธิธรรม (ปรมาจารย์ตั๊กม้อ) ส่วนวชิรยานมีต้นเค้ามาจากท่านคุรุปัทมะสัมภวะ (Guru Padma Sambhava) ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Wikipidia
 ในส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่ฉันสนใจมากที่สุด  คงจะเป็นภาพทังคา (Thangka Painting) ที่แขวนเรียงรายนับร้อย ๆ ภาพ เป็นภาพที่ยังคงความสมบูรณ์ ถึงแม้ว่าจะมีอายุมากเป็นร้อยปี  ภาพทังคานี้ จะเป็นภาพวาดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ พระโพธิสัตว์ หรือไม่ก็พระพุทธประวัติ  ซึ่งวาดลงบนผ้า  ตามปกติจะมีไว้เพื่อเคารพบูชาเหมือนพระพุทธรูป แต่จะไม่นำออกมาแขวนไว้ตลอด  จะนำออกมาแขวนให้ได้สักการบูชาเฉพาะในงานพิธีสำคัญเท่านั้น
หลังจากชมพิพิธภัณฑ์ตาซองแล้ว  ก็ออกเดินทางไป “รินปุงซอง” (Rinpung Dzong) เป็นป้อมปราการที่สร้างขึ้นมาในศตวรรษที่ 16 โดยท่าน Shabdrung Ngawang Namgyal  ลามะทิเบต และเป็นผู้สร้างความเป็นปึกแผ่นแห่งแผ่นดินภูฏาน พระองค์ทรงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างป้อมปราการ เพื่อป้องกันการรุกรานของทิเบตและมองโกล
สำหรับชายชาวภูฏานหากจะเข้าไปตาม Dzong  หรือสถานที่ราชการสำคัญนั้น ต้องมีผ้าพาดบ่า เหมือนในรูป  เรียกว่า Kabney  ส่วนผู้หญิงจะมีผ้าพาดบ่าเหมือนกัน เรียกว่า Rachu








จากป้อมรินปุง  เราก็เดินทางต่อไปวัดคิชูลาคัง (Kichu lhakhang) เป็นอีกวัดหนึ่งถึงแม้ไม่ใหญ่มาก แต่ก็เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในภูฏาน  สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 7 โดย King Songtsen Gampo





บรรยากาศภายในวัดจะมีมุมสวย ๆ ของดอกไม้ ต้นไม้ประดับ ทำให้ดูร่มรื่นและสวยงาม โดยเฉพาะดอกไม้ที่กำแพงวัด คล้ายกุหลาบบ้านเรา แต่ดอกเล็กกว่ามาก













และหากสังเกตตามกำแพงในตัววัดด้านใน จะมีกงล้อสีแดงฝังติดไว้โดยรอบวัด  กงล้อนี้มีชื่อว่า กงล้อมนตรา (Prayer wheel)
ในกงล้อมนตรานี้จะมีคำสวด โอม มณี ปัทเม หุม เขียนไว้  เราสามารถหมุนกงล้อไปตามเข็มนาฬิกาและกล่าวคำสวดนี้ เชื่อกันว่าเมื่อเราหมุนกงล้อ คำสวดนี้ก็จะกระจายกังวานไปรอบ ๆ เพื่อปกป้องคุ้มครอง  ฉันรู้สึกว่าคล้าย ๆ กับ ระฆัง หรือฆ้องที่ติดไว้ตามวัดของบ้านเรา  เพียงแต่กงล้อมนตรานั้นไม่มีเสียง  และระหว่างการเดินทาง เราจะมักพบเห็นเขาติดตั้งกงล้อมนตราไว้ที่หน้าหมู่บ้าน หรือทางไหลของน้ำตกจากภูเขา เพื่อใช้พลังน้ำขับเคลื่อนให้กงล้อหมุนเอง  เพื่อช่วยปกป้องคุ้มครองภัยให้กับคนในหมู่บ้าน  หรือมีกงล้อมนตราแบบพกพา  ที่คนภูฏานใช้แกว่ง(แทนการหมุน) และสวดมนต์บทดังกล่าว






เย็นมากแล้ว ยังมีหลายที่ในเมืองพาโรที่ฉันยังไม่อาจไปได้ในเวลานี้  เนื่องจากเราต้องเดินทางเข้าเมืองทิมพู เพื่อให้ถึงที่พักก่อนมืด  ส่วนตัวฉันเองก็เริ่มจะเพลียจากการเดินทางบ้างแล้ว เพราะตั้งแต่ลงเครื่องมา ยังไม่หยุดพักยาว ๆ เลย 



Chimi บอกว่าเราต้องใช้เวลาการเดินทางเข้าเมืองทิมพู ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง  เส้นทางก็ผ่านไปตามโค้งขอบเขา  ดูตื่นตาตื่นใจมากสำหรับการเดินทางวันแรกของฉัน  แต่ด้วยความเพลียบวกกับเส้นทางโค้งไปโค้งมา ....โค้งไปโค้งมา..... แล้วก็....โค้งคอหลับไป มารู้สึกตัวอีกทีตอนเสียงไกด์ของฉันส่งภาษาแปลก ๆ กับคนขับรถ และหันมาบอกฉันว่า เรามาถึงทิมพูแล้ว  และจะพาฉันเข้าที่พักเลย  เหลือบดูนาฬิกาก็เกือบหกโมงเย็นแล้ว  แต่ฟ้ายังใสอยู่เลย รู้สึกได้ถึงอากาศที่เย็นกว่าในเมืองพาโร  ฉันจึงต้องไขกระจกรถขึ้นอีกนิด  รถที่นี่มีแอร์ แต่เราไม่จำเป็นต้องใช้มันเลย เพียงแค่เปิดหน้าต่าง ลมเย็น ๆ จากอากาศภายนอกก็จะแทรกตัวเข้ามา ฉันกระชับคอเสื้อให้ปิดคอมากขึ้น เพราะอากาศเย็นเกือบหนาว  คิดในใจว่า ขนาดหน้าร้อนยังรู้สึกเย็นขนาดนี้  ถ้าเข้าหน้าหนาว  คงแข็งแน่เลยเรา  ที่นี่ถึงแม้เป็นเมืองหลวง แต่ก็ไม่ได้ดูวุ่นวาย

ที่พักของฉันอยู่ในเมือง ชื่อโรงแรม  Phuntsho Pelri  ห้องพักเป็นเตียงเดี่ยว 2 เตียง มีเครื่องทำความร้อน และเครื่องอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ซึ่งเหมือนโรงแรมบ้านเราทุกอย่าง  ถึงนอนคนเดียวก็รู้สึกปลอดภัย ไม่น่ากลัว



  Chimi ส่งฉันที่โรงแรม พร้อมแจ้งกำหนดการเดินทางวันพรุ่งนี้  โดย Chimi จะมารับฉันที่โรงแรมตอน 8.30 น.  และย้ำเรื่องดินเนอร์ของฉันว่า ให้ลงมาทานที่ห้องอาหารของโรงแรมเวลาทุ่มนึง อีกทั้งยังบอกว่าถ้าฉันมีปัญหา ให้เจ้าหน้าที่โรงแรมโทรติดต่อเขาได้ตลอดเวลา   ย้ำแล้วย้ำอีก ส่วน Chimi จะกลับไปนอนที่บ้านเขา ซึ่งอยู่ในทิมพูเช่นกัน  ฉันรู้สึกเหมือนว่า เพื่อนกำลังจากไป  ‘เราจะเป็นใบ้มั้ยหนอ’ ถึงแม้ฉันจะไม่ค่อยได้คุยกับ Chimi มากนัก แต่เขาก็เป็นเพื่อนคนเดียวที่นี่ คนเดียวที่ฉันรู้จัก มันอดที่จะรู้สึกห่อเหี่ยวไปบ้างที่ต้องอยู่คนเดียว 



ดอยช้าง....ด้วยความคิดถึง ตอนที่ 2




ออกจากศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรที่สูง จ.เชียงราย เขตที่ 1 อาเต๋อก็พาพวกเราไปชมจุดชมวิวต่าง ๆ ที่อยู่บนดอยช้าง ที่แรกที่เราแวะกันไปคือ สวนพุทธสถาน ที่อยู่บนดอยช้างแห่งนี้

บรรยากาศที่ร่มรื่นท่ามกลางป่าไผ่ ไม่มีสิ่งก่อสร้างอื่นใดนอกจากพระพุทธรูป 3 องค์ที่ประดิษฐานกลางลานธรรม กับกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ ที่ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ เหมาะแก่การนั่งสมาธิและภาวนา และสงบสติอารมณ์ได้อย่างดี







เดินเข้าไปข้างในจะพบบ่อน้ำขนาดใหญ่ แวดล้อมไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ ถึงแม้จะใกล้เวลาเที่ยง แต่ด้วยความร่มรื่นภายใน ทำให้ไม่รู้สึกร้อน




ออกจากสวนพุทธ เราก็มุ่งหน้าขึ้นดอยไปยังจุดชมวิวอีกหนึ่งแห่ง ซึ่งตรงจุดนี้ฉันยังไม่เคยขึ้นมาก่อน และถือว่าการมาครั้งนี้ ฉันได้กำไรจากความงามที่อยู่ตรงหน้าแล้ว



ตามเนินปลูกไม้สนเมืองหนาวและแปลงดอกไม้ ต้นไม้กำลังผลิใบเห็นไกลอยู่ลิบ ๆ ว่าแล้วจินตนาการของฉันก็ทำหน้าที่อย่างกระเจิดกระเจิง เมื่อให้นึกถึงยามที่ดอกน้อย ๆ ผลิบานเต็มต้น และพร้อม ๆ ที่นี่คงงามไปทั้งเขา ถ้าเพียงแต่ฉันมาช้าอีกสักหน่อย คงได้เห็นอย่างที่จินตนาการไว้






ตรงนี้เราจะมองวิวดอยช้างได้แบบ Panorama เลยจริง ๆ 


นี่คือเรื่องราวของดอยช้าง ที่ ๆ ฉันได้กลับไปเยี่ยมด้วยความคิดถึง อยากให้ทุกคนได้รู้จัก โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบการเที่ยวดอย คงจะชอบกับความเป็นธรรมชาติของที่นี่เหมือนกัน
กลับไปดูดอยช้างตอนที่แล้ว http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=kongfon&month=02-12-2010&group=2&gblog=23

๑๙-๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓
ดอยช้าง จ.เชียงราย
.....กองฟอน

ดอยช้าง ด้วยความคิดถึง



"ไปสิ ไป.. จัดโปรแกรมมาได้เลย" เพื่อนสาวตอบตกลงที่จะร่วมเดินทางขึ้นเหนือในหนาวนี้ 
หลังจากวางสายเพื่อน ฉันก็รีบติดต่อทริปเจ้าประจำ เป็นครั้งแรกที่เพื่อนจะร่วมเดินทางไปกับฉัน ถึงแม้ว่าเพื่อนจะมีข้อแม้เล็ก ๆ ว่า "ขอแบบสบาย ๆ หน่อย" แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใดเลย.... โปรแกรมเที่ยวดอยช้างกับดอยวาวีจึงผุดขึ้นมาในทันใด 
ฉันเลือกพาเพื่อนมาเที่ยวทริปนี้ เพราะน่าจะสบายกว่าทริปอื่น ๆ และยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวนัก น่าจะเป็นการพักผ่อนที่สบายใจจริง ๆ ถึงแม้การเดินทางจะไกลไปหน่อยก็ตาม 

สำหรับทริปนี้ ฉันเคยได้มาเที่ยวที่นี่ครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว และถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับไปเที่ยวอีก คงเป็นเพราะภาพของภูเขาที่สอดสลับทับซ้อนลูกแล้วลูกเล่า กับภาพเขื่อนแม่สรวยที่ใสกริ๊บราวกับกระจก แสงแดดสวยทำให้น้ำในเขื่อนวิบวับ เมื่อภาพที่ปรากฎในคราวแรกยังจำอยู่ติดตา แล้วจะไม่ให้ฉันอยากกลับไปใหม่ได้อย่างไรกัน

ทริปนี้ฉันก็ไปกับ TKT เหมือนเดิม.... 5 ปีที่ผ่านมา ที่นี่ ทุกอย่างไม่ต่างไปจากเดิม ความสวยงามของถนน ภูเขา สายน้ำ ยังมีให้ฉันได้ชื่นชม และที่สำคัญ นักท่องเที่ยวไม่มาก ดังนั้นเราจะถ่ายรูปกันได้อย่างสบายใจ และใกล้ธรรมชาติที่สุด

เขื่อนแม่สรวย จ.เชียงราย ที่แรกที่เราผ่าน


ถึงแม้จะสายแล้ว แต่หมอกก็ยังคงลงหนา





จากเขื่อนเก็บน้ำแม่สรวย พวกเราก็เดินทางต่อเพื่อไปพบกับอาเต๋อ เจ้าของรถสองแถวท้องถิ่น ที่บ้านห้วยไคร้ ซึ่งเราจะเปลี่ยนรถขึ้นดอยช้างกันที่นั่น เนื่องจากเส้นทางที่คดเคี้ยวและแคบในบางช่วงบางตอน ทำให้เราเอารถตู้ขึ้นไปไม่ได้ 

อาเต๋อพาพวกเราออกเดินทางด้วยรถสองแถวสีเหลือง ไต่ตามยอดเขา ลัดเลาะจากเขาอีกลูก ไปอีกลูก เหมือนกับเป็นคลื่นภูเขาที่เรากำลังฝ่าไป ระหว่างเส้นทางเราจะเห็นบ้านเรือนของชาวเขาปลูกอาศัยอยู่ตามขอบเขา สลับกับไร่กาแฟที่ปลูกตลอดสองข้างทาง (อาชีพคนบนดอยช้างส่วนใหญ่คือปลูกไร่กาแฟ) เกือบชั่วโมงที่เราใช้เวลาในการเดินทาง และแล้วเราก็มาถึงจุดหมายจุดแรก "ศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรที่สูงจ.เชียงราย" เขตที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่บนดอยช้างแห่งนี้ พื้นที่ถูกจัดสรรเป็นเรือนรับรอง และผืนที่แปลงเพาะปลูกพันธ์ไม้ มีพื้นที่สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้กางเต้นท์ในช่วงเทศกาลด้วย
ในวันที่เราไปถึง มีนักท่องเที่ยวบางตา เพราะไม่ใช่ช่วงเทศกาล และอาจเป็นเพราะยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างเหมือนอย่างดอยอ่างขาง ทำให้ฉันรู้สึกได้มาพัก และผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่ 







ดอกไม้บนดอยนี้ก็มีให้เห็นไม่แพ้ที่อื่น ทั้งดอกท้อ ดอกบ๊วย นางพญาเสือโคร่ง ที่ต่างผลัดใบ รอเวลาผลิดอก รวมถึงบางต้นที่ทยอยออกดอกให้เห็นแล้ว รวมถึงกุหลาบพันปี ที่มีทั้งสีขาวและสีชมพู กำลังออกดอกบานสะพรั่ง และที่นี่ก็มีต้นไม้ที่ใบกำลังเปลี่ยนสีอีกด้วย (สต๊าฟบอกเราว่า ไม่ต้องไปดูไกลถึงเมืองจีน มาที่นี่ก็มีให้ดูอ่ะ)
















บนดอยช้างยังมีวิวสวย ๆ ที่เก็บเอามาฝากอีกเล็กน้อย ขอยกไว้ตอนต่อไปแล้วจะนำมาให้ดูอีกครั้งค่ะ

A dream come true in Bhutan

ความฝันที่เราก็เอื้อมถึงภูฏาน ประเทศที่ใคร ๆ บอกว่าเล็ก แต่เมื่อเวลาที่ฉันได้มีโอกาสไปยืนอยู่ที่ตรงนั้น ฉันรู้สึกว่า นี่มันมหัศจรรย์ในนิทานหรือเปล่าเนี่ย......รู้สึกว่าตัวเองเป็น อลิซ ในดินแดนมหัศจรรย์ก็ไม่ปานเส้นทางคดเคี้ยวข้ามเขาอีกลูกหนึ่งทอดต่อไปลูกหนึ่ง พาเราไปยังอีกดินแดนหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา  หมอกลงหนาจัดเมื่อเราเข้าใกล้ ผอบจิกะ (Phobjika Valley)


)





Chimi lhakhang วัดชิมิ วัดเก่าแก่อีกหนึ่งแห่งของภูฏาน

Phunakha Dzong เป็นจุดหมายหนึ่งที่ฉันตั้งใจอยากไปชม ซองที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสาย และเป็นที่จัดงานพระราชพิธีอภิเษกสมรสของพระราชาธิบดี Jigme Khesar Namgyel Wangchuck ด้วย





ถึงแม้จะจบทริปนี้ไปแล้ว  แต่ใจก็ยังคิดถึงที่ภูฏานอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ได้เห็นรูปภาพ ทุกครั้งที่ได้นึกถึง ก็เป็นความสุขในใจที่ไม่อยากลืมเลย  แล้วเราคงได้พบกัน

Your are in my mind

Your Welcome
Powered By Blogger